ปีเตอร์ โดเฮอร์ตี้’ ตำนานผู้ไร้ซึ่งวันตาย

ปีเตอร์ โดเฮอร์ตี้’ ตำนานผู้ไร้ซึ่งวันตาย

ประเภทบทความ: 

ตำนาน

ปีเตอร์ เดอร์มอธ์ โดเฮอร์ตี้ ยอดศูนย์หน้าผู้ไร้ซึ่งวันตายของ”เรือใบสีฟ้า”แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของตำแหน่ง”อินไซด์ ฟอเวิร์ด”ใน

ตำนาน (มีลักษณะคล้ายตำแหน่งศูนย์หน้าตัวฟรี แต่นิยามของตำแหน่งนี้ค่อนข้างจะมีความแตกต่างกับปีก โดยจะมีหน้าที่ตัดเข้าใน

และคอยสนับสนุนศูนย์หน้าจากแถวสอง) เกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1913 ณ เมืองคันทรี่ ลอนดอนเดอร์ลี่ ในประเทศไอร์แลนด์

ก่อนจะเสียชีวิตลงอย่างสงบใน โพลตัน เล ไฟลด์, แลงคาเชอร์ในอังกฤษ สิริได้ 76 ปี ซึ่งปัจจุบันหากเจ้าตัวยังคงมีชีวิตอยู่ โดเฮอร์

ตี้เองจะมีอายุขึ้นสู่ 101 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดเฮอร์ตี้ เป็นนักฟุตบอลทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ และเคยเป็นผู้จัดการทีมให้กับหลายสโมสรดังในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็นดอนคาสเตอร์

โรเวอร์ส, บริสตอล ซิตี้ หรือแม้กระทั้งทีมชาติไอร์แลนด์เหนือของเขาเอง ส่วนในเรื่องชีวิตการค้าแข้งของเจ้าตัวก็เคยสร้างเรื่องอัน

น่าน่าจดจำให้เกิดขึ้น และยากที่จะลืมเลือน

 

โดยเจ้าตัวนั้นเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งของตัวเองอย่างเต็มตัว กับสโมสรเกลนตรัน ในลีกไอริช หลังจากช่วยให้เกลนโตรันเองบรรลุ

เป้าหมายคว้าแชมป์ไอริช คัพ มาครองเจ้าตัว ช่วงต้นฤดูกาล 1933-34 โดเฮอร์ตี้จึงตัดสินย้ายไปเล่นให้กับสโมสรแบล็กพูลใน

อังกฤษ แต่ด้วยอายุเพียง 19 ปี เจ้าตัวกลับทำผลงานได้อย่างน่าพอใจด้วยการทำ 29 ประตู จากการลงเล่น 89 นัดในลีกตลอดช่วง

3 ซีซั่น ก่อนเจ้าตัวจะย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1936 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสรในตอนนั้น ถึง 1

หมื่นปอนด์ อย่างไรก็ตามก็มีการเปิดเผยออกมาว่า เจ้าตัวโดเฮอร์ตี้เองได้แสดงความต้องการไปยังสโมสรแบล็กพูลว่าเขาไม่

ต้องการที่จะออกจากทีม หลังเตรียมสละโสดกับสาวท้องถิ่น พร้อมกำหนดการณ์แต่งงานและซื้อเรือนหอหลังใหม่บริเวณใกล้สโมสร

แบล็กพูล

 

อย่างไรก็ตามด้วยความจำเป็นของแบล็กพูลที่ตอนนั้นมีความต้องการเงินอย่างมาก ในการเข้ามาบริหารสภาพคล่องในสโมสร จึงจำ

ใจที่จะขายโดเฮอร์ตี้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปในที่สุด ทว่าเกมแรกของเขาในการเปิดตัวกับแมนฯซิตี้ที่ต้องพบกับทางเปรสตัน

นอร์ธ เอรน กับทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ โดยเจ้าตัวถูกทางบิล แชงคลีย์ ตำนานของลิเวอร์พูลที่สมัยนั้นยังคงค้าแข้งอยู่กับเปรสตัน

ตามประกบติดจนไม่สามารถสร้างผลงานได้เข้าฟอร์มเลยตลอดทั้งเกม

 

แน่นอนว่า”ตำนานก็คือตำนาน”เจ้าตัวสามารถระเบิดฟอร์มในฤดูกาลต่อมากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้กระนั้นฤดูกาลแรกของเขาจะได้

ลงกับซิตี้ไปเพียง 9 เกม แต่เจ้าตัวก็สามารถทำประตูให้กับ”เดอร์ บลูมูนส์”ไปถึง 4 ประตูด้วยกัน โดยในฤดูกาล 1936-1937 หรือปี

ถัดมาเจ้าตัวก็สามารถสร้างชื่อได้สำเร็จด้วยการทำประตู 30 ลูกจากการลงเล่นเพียง 41 เกม รวมไปถึงซีซั่นต่อมาด้วยโอกาสการลง

เล่นที่เท่าเดิมเจ้าตัวทำประตูไป 23 ประตู และ 17 ประตูจาก 28 เกมในปีถัดมา ก่อนปิดท้ายด้วยซีซั่น 1939-1940 ด้วยการลงเล่น

เพียง 3 เกม ทำ 2 ประตู (ช่วงสงครามโลกทำให้แทบจะทุกๆแมตซ์ไม่มีการบันทึกเป็นสถิติอย่างเป็นทางการไว้)

 

ซึ่งรวมๆทั้งหมดแล้วปีเตอร์ โดเฮอร์ตี้ ทำประตูไปถึง 81 ประตูตลอดการลงสนาม 133 เกม ในถิ่นเมนโรดส์รังเก่าของแมนเชสเตอร์

ซิตี้ แน่นอนว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้โดเฮอร์ตี้เองจะต้องเข้าประจำการในกองทัพอากาศ แต่เจ้าตัวก็ยังคงเล่นให้กับ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่างต่อเนื่อง และทำประตูไปถึง 60 ประตู ใน 89 เกมช่วงสงคราม อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วง

สงครามนั้นจะไม่มีการบันทึกสถิติใดๆอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเลย

 

ก่อนฤดูกาล 1945–1946 เจ้าตัวจะตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับดาร์บี้ เคาร์ตี้, ฮัดเดิ้ลฟิลด์ ยูไนเต็ด และดอนคาสเตอร์ โรเวอร์สตาม

ลำดับ อย่างไรก็ตามในปี 1949 แม้เจ้าตัวจะเป็นหนึ่งในนักเตะในของทีมดอนคาสเตอร์ แต่ถึงกระนั้นโดเฮอร์ตี้ก็เข้ารับบทบาทเป็น

กุนซือควบคู่ไปด้วย หลังจากนั้นไม่นานเจ้าตัวก็ไปรับหน้าที่เป็นกุนซือให้กับทีมชาติไอร์แลนด์เหนือต่อในช่วงปี 1951-1962 และนำ

ไอร์แลนด์เหนือเข้าสู่ฟุตบอลโลก 1958 ที่สวีเดน และทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ทั้งนี้เจ้าตัวเองยังเคยเป็นกุนซือให้กับทีม

บริสตอล ซิตี้อีกด้วย


ชีวิตของเขาหลังจากนั้น ได้กลายเป็นทีมสเการ์ของ”หงส์แดง”ลิเวอร์พูล ยอดทีมแห่งเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้ ซึ่งผลงานอันเด่นดังของโด

เฮอร์ตี้นั้นก็คือการค้นพบ เควิน คีแกน นักเตะที่กลายมาเป็นตำนานของลิเวอร์พูลในปัจจุบัน

 

แน่นอนว่าผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาตลอดเส้นทางการค้าแข้ง ไม่ว่าจะเป็นพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์ลีกในปี 1937 และพา

ดาร์บี้ เคาร์ตี้ เถลิงแชมป์เอฟเอคัพปี 1946 ทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษตัดสินใจมอบตำแหน่งฮอล ออฟ เฟรม หรือผู้เล่นแห่ง

เกียรติยศให้กับเขาในปี 2002 ทั้งนี้หลังจากการเสียชีวิตของเขาในปี 1990 บ้านเกิดของเขาในมาเกอราเฟลท์, ไอร์แลนด์ก็ได้รับ

การประดับและส่งมอบด้วยโล่เกียรติยศ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนสามารถที่จะแวะเวียนไปเยี่ยมชมกันได้อยู่ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านตัดผม.

ประวัติสโมสร บลูมูน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอล คลับ อิน ไทย

ประวัติสโมสร บลูมูน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอล คลับ อิน ไทย

  สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้

                     

                     BARCLAYS PREMIER LEAGUE CHAMPIONS 2011-12

                

               

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี (อังกฤษ: Manchester City Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่เก่าแก่ของฟุตบอลอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อพ.ศ. 2423 ในชื่อ เซนต์มาร์กส์, เวสต์กอร์ตัน มีฉายา “เรือใบสีฟ้า”

                

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ในชื่อทีม “เซนต์มาร์กส์ (เวสต์กอร์ตัน) ” โดยมี แอนนา คอนเนลล์ และ ผู้ดูแลโบสถ์ เซนต์ มาร์กส์ อีก 2 คน เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

แต่เดิม ทีมนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลกอร์ตัน ทางตะวันออก ของเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่สนามใหม่ ในย่านไฮด์ โรด ของเมืองอาร์ดวิก ใกล้กับแมนเชสเตอร์ และได้เปลี่ยนชื่อทีมไปเป็น “อาร์ดวิกเอเอฟซี” ตามสถานที่ตั้ง จากนั้น อาร์ดวิก ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกอังกฤษ ในฐานะสมาชิกก่อตั้ง ในระดับดิวิชั่น 2 เมื่อปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892)

กระทั่งถึง ฤดูกาล 2436 – 2437 (ค.ศ. 1893 – 1894) ทีมมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก จนต้องมีการรื้อระบบการบริหารทีมครั้งใหญ่ และเปลี่ยนชื่อเป็น “แมนเชสเตอร์ซิตีฟุตบอลคลับ” จนถึงปัจจุบัน

ทีมได้เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นแชมป์ ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ของอังกฤษ เป็นแชมป์แรก เมื่อปี พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ทำให้พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ใน ดิวิชั่น 1 ลีกสูงสุดของอังกฤษ (ในเวลานั้น) ก่อนจะมาได้แชมป์เอฟเอคัพ หลังเฉือนชนะ โบลตัน 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)

ขณะที่ผลงานกำลังไปได้ดี แต่กลับเกิดเพลิงไหม้ สนาม “ไฮด์โรด” ในปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) อัฒจันทร์หลักเสียหายอย่างมาก จนทำให้ต้องย้ายไปใช้ สนาม “เมนโรด” เป็นสนามเหย้าแห่งใหม่ ในปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923)

กระทั่งในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ได้ย้ายสนามเหย้าอีกครั้ง ไปที่ “เอติฮัด สเตเดี้ยม” ซึ่งเป็นสนามปัจจุบัน ที่มีความโอ่อ่า ทันสมัย มีความจุถึง 48,000 ที่นั่ง โดยเช่าจากสภาเมืองแมนเชสเตอร์เป็นเวลาถึง 250 ปี และใช้เงินอีกราว 35 ล้านปอนด์ ในการปรับปรุงสนาม หลังจากใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002)

การย้ายมาใช้สนามเหย้าแห่งใหม่ ทำให้สามารถรองรับแฟนบอลได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากเป็นพิเศษ และติดตามเชียร์อย่างเหนียวแน่นมาตลอด แม้ทีมจะตกลงไปสู่ดิวิชั่นต่ำๆ ในหลายครั้งก็ตาม ปัจจุบัน ทีมมียอดผู้ชมในนัดเหย้า เฉลี่ยกว่า 39,000 คน ต่อนัด และคาดว่าจะมีชาวอังกฤษไม่ต่ำกว่า 400,000 คน และคนทั่วโลก อีกกว่า 2 ล้านคน ที่เป็นแฟนบอลของทีม

สนามฟุตบอลเอติฮัด สนามเหย้าของสโมสร

นับตั้งแต่ก่อตั้งทีม กว่า 1 ศตวรรษ มีเกียรติยศที่บันทึกไว้ คือ เป็นแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และ พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) แชมป์เอฟเอคัพ 4 สมัย แชมป์ลีกคัพ 2 สมัย และ เป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย

ในยุคที่นับว่ารุ่งเรืองที่สุด คือ ช่วงปลายปี พ.ศ. 2500เรื่อยมา เนื่องจากทีมชุดนี้ สามารถขึ้นไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้หลายรายการ โดยมี โจ เมอร์เซอร์ เป็นผู้จัดการทีม และ มัลคอล์ม อัลลิสสัน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม รวมถึง มียอดนักเตะชื่อดังมากมาย อาทิ โคลิน เบลล์

แต่หลังจากเป็นแชมป์ลีกคัพ ในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) พวกเขาก็ไม่ได้ขึ้นถึงตำแหน่งแชมป์ ในรายการสำคัญอีกเลย และยังมีผลงานไม่ค่อยดีนักมาตลอด โดยเฉพาะ ในช่วงปี พ.ศ. 2530 พวกเขาต้องตกชั้น 2 ครั้ง ในรอบ 3 ปี จนลงไปอยู่ใน ดิวิชั่น 3 เดิม อยู่ถึง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ทีมก็สามารถกลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุด และยังคงรักษาตัวไว้ได้อย่างมั่นคง แม้ผลงานของทีม มักอยู่ในช่วงกลางตาราง ค่อนไปทางท้ายก็ตาม โดยจบ ฤดูกาล 2006-2007 ในอันดับที่ 14 ของพรีเมียร์ลีก

ในฤดูกาล 2011-2012 แมนเชสเตอร์ซิตี มีผลงานดีมาโดยตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา โดยขึ้นเป็นที่ 1 ของตารางคะแนน และยึดอันดับนี้มาตลอด และมีบางช่วงที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองขึ้นแซงไปเป็นที่ 1 บ้าง จนกระทั่งมาจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของการแข่งขัน ทั้งคู่มีคะแนนเท่ากัน คือ 86 คะแนน แต่ผลต่างของประตูได้เสียของแมนเชสเตอร์ซิตีดีกว่าถึง 8 ลูก โดยแมนเชสเตอร์ซิตีจะต้องพบกับ ควีนปาร์คแรนเจอส์ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม สนามของตนเอง ขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายออกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งทั้งคู่ต้องการชัยชนะทั้งคู่ หากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ แล้วแมนเชสเตอร์ซิตีทำได้แค่เสมอหรือแม้กระทั้งแพ้ แชมป์จะตกอยู่ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทันที ปรากฏว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะซันเดอร์แลนด์ไปได้ 0-1 ประตู แล้วในเกมที่แมนเชสเตอร์ซิตีพบกับควีนปาร์คแรนเจอส์นั้น แมนเชสเตร์ซิตีไม่อาจทำอะไรได้อย่างถนัดถนี่เกือบตลอดการแข่งขัน เพราะนักฟุตบอลแต่ละคนถูกประกบตลอด และกลายเป็นควีนปาร์คแรนเจอร์สขึ้นนำไป 1-2 ประตู ในนาทีที่ 60 จนกระทั่งถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แมนเชสเตอร์ซิตี พลิกกลับขึ้นมานำในนาทีที่ 91 และ 92 อย่างปาฏิหารย์ ชนะไป 3-2 และได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง หลังจากรอคอยมานานกว่า 44 ปี[2]

ทีมร่วมเมือง

มีทีมคู่แข่งร่วมเมือง คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่มีที่มาในการเป็นคู่แข่ง แตกต่างกับ สโมสรฟุตบอลร่วมเมืองทีมอื่นๆ เช่น เมืองกลาสโกว์ (เรนเจอร์ส กับ เซลติก) ที่มีความแตกต่างในด้านการเมืองและศาสนา

ส่วนในกรณีของ ซิตี และ ยูไนเต็ด นั้น มีต้นเหตุมาจาก ในสมัยก่อน เกิดความยากลำบากในการเดินทางไปมาหาสู่กัน แม้ทุกวันนี้ จะเดินทางได้ด้วยความสะดวกสบายแล้ว แต่ก็สายเกินไป ที่จะกลับมาญาติดีต่อกันได้

อีกประการหนึ่ง คือ แฟนบอลชาวอังกฤษของ ซิตี ส่วนมากอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ส่วนแฟนของ ยูไนเต็ด มีไม่น้อยที่อยู่เมืองอื่นด้วย

                        

ผลงานในปีก่อน

โรแบร์โต้ มันชินี่ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน

ฤดูกาล 2007-2008 ที่ผ่านมา หลังจากเพียร์ซถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม สเวน โกรัน-อีริคส์สันก็เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ภายหลังลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษครบ 1 ปี ซิตี้ชนะใน 3 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งรวมถึงดาร์บี้แมตช์กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และไม่เสียประตูเลยสักประตูเดียว แต่สุดท้ายแล้วแพ้ในนัดที่สี่ที่พบกับอาร์เซนอล อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมที่บ้านดีมากโดยไม่แพ้ใครติดต่อกัน 10 นัดโดยเริ่มจากนัดที่ชนะดาร์บี เคานตี้ ในวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนที่จะมาแพ้ทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ 0-2 ในฟุตบอลคาร์ลิงคัพในวันที่ 18 ธันวาคม หรือ 4 เดือนต่อมานั่นเอง หลังจากนั้นก็สามารถย้ำแค้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้อีกครั้ง แต่หลังจากนั้นผลงานของทีมดูต่ำกว่าครึ่งแรกของฤดูกาลมาก และเมื่อจบฤดูกาล พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้ปลด สเวน โกรัน อีริคส์สันออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม นำมาซึ่งการคัดค้านอย่างรวดเร็วจากแฟนๆของซิตี้ แต่ถึงแม้ว่านัดสุดท้ายจะบุกไปแพ้มิดเดิลสโบรย่อยยับถึง 8-1 ก็ยังได้สิทธิ์ผ่านการคัดเลือกเข้าไปเล่นยูฟ่า คัพในฤดูกาล 2008/2009 จากการที่ได้อันดับที่ 9 และได้อันดับดีที่สุดในตารางแฟร์เพลย์ของพรีเมียร์ลีก ก่อนโดนปลด อีริคส์สันได้พาทีมไปทัวร์ที่ประเทศไทยและเกาะฮ่องกง ประเทศจีนเมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และโดนปลดในวันที่ 2 มิถุนายน 2551 และมาร์ค ฮิวจ์ส ผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เข้ามารับตำแหน่งแทนในสองวันถัดมา มาร์ค ฮิวจ์ เริ่มต้นเข้ามายังสโมสรเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2551 โดยเซ็นสัญญาการคุมทีมทั้งหมด 3 ปี และตามด้วยการเข้ามาของผู้เล่นอย่าง โช,ทาล เบน-ฮาอิม,แวงซอง กอมปาณี,ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์,พาโบล ซาบาเลต้า

ต่อมา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2551(2008) สโมสรถูกเทคโอเวอร์ โดยกลุ่ม ADUG หรือ Abu Dhabi United investment group ในวันสุดท้ายของตลาดการซื้อขายนักเตะ ตามมาด้วยการเปิดดีลครั้งใหญ่แสดงศักยภาพทางการเงิน โดยทำการเจรจาเปิดซื้อตัวผู้เล่นชื่อดังจากหลายสโมสร ด้วยค่าตัวประมาณคนละ 30 ล้านปอนด์ ไป นับว่าเป็นการเปิดตัวด้วยการตลาดที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก ในนั้นมีนักเตะอย่าง ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ จากสเปอร์ หรือโรบินโญ่ จากเรอัล มาดริด รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม การเปิดการเจรจากับสเปอร์ทำให้ต้องเสียนักเตะอย่าง ชอลูก้า ออกไปจากทีมและ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ก็ตัดสินใจไปอยู่ร่วมกับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนทางโรบินโญ่นั้น ได้มีปัญหากับต้นสังกัดเดิมคือเรอัล มาดริด และตัดสินใจย้ายมาแมนเชสเตอร์ซิตี้ไม่ยาก เพราะมีเพื่อนชาวบราซิลคนสนิทอย่าง เอลาโน่ อยู่ในทีมด้วยนั่นเอง

หลักจากADUG เข้ามาเทคโอเวอร์ ก็ได้ส่ง สุไลมาน อัล-ฟาฮิมเข้ามาเพื่อดูแสสโมสรในนามกลุ่มADUG แต่เนื่องจากบทสัมภาษณ์ทางทีวีที่อวดความร่ำรวยจนเกินงามทำให้โดนปลดออก และมีชื่อเจ้าของสโมสรที่แท้จริงปรากฏออกมา คือ ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน น้องชายกษัตริย์ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ โดยได้แต่งตั้ง คาลิด อัล มูบารัค เข้ามาทำหน้าที่ประธานสโมสร

ในส่วนของการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล 2008-09 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม นั้น สโมสรแพ้สโมสรฟุตบอลแอสตัน วิลล่า 4:2 ในเกมเยือน ที่สนามวิลลา พาร์ค โดยประตูแรกมาจากฝั่งของเจ้าถิ่น ในนาทีที่ 47 จากจอห์น คาริว หลังจากนั้นเอลาโน่ บลูแมร์ตีเสมอให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากลูกโทษที่จุดโทษนาที่ที่ 64 จากนั้นกาเบรียล อักบอนลาฮอร์มาซัดแฮตทริกในนาที่ที่ 67,74 และ 75 และเวดราน ชอร์ลูก้า มายิงตีตื้นให้แมนเชลเตอร์ ซิตี้เป็น 4:2 ในนาที 89

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ได้ประสบความสำเร็จในการเล่นรอบคัดเลือกยูฟ่า คัพ รอบแรกโดยการชนะ สโมสรฟุตบอลอีบี/สเตรย์เมอร์จากหมู่เกาะแฟโรห์ 2-0 (หลังจากชนะในนัดแรก 0-2) และชนะ สโมสรฟุตบอลมิดทิลแลนด์จากเดนมาร์ก 0-1 (หลังจากแพ้ในนัดแรก 0-1) แต่ชนะในการดวลจุดโทษ 4-2 ในรอบแรกนั้นสามารถชนะโอโมเนีย นิโคเซียจากไซปรัส 2-1 (หลังจากชนะในนัดแรก 2-1) ในรอบแบ่งกลุ่มได้อยู่ในกลุ่มเอร่วมกับ สโมสรฟุตบอล ชาลเก้ 04จากเยอรมัน สโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์ แชร์กแมงจากฝรั่งเศส สโมสรฟุตบอลราซิ่ง ซานตานเดร์จากสเปน และ สโมสรฟุตบอลเอฟซี ทเวนเต้จากเนเธอร์แลนด์ส และสามารถเอาชนะ สโมสรฟุตบอลเอฟซี ทเวนเต้3-2 ชนะ สโมสรฟุตบอล ชาลเก้ 04ชนะ 2-0 เสมอ สโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์ แชร์กแมง 0-0 และแพ้ สโมสรฟุตบอลราซิ่ง ซานตานเดร์ 3-1 และในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ได้พบกับ สโมสรเอฟซี โคเปนเฮเกนจากเดนมาร์ก นัดแรกที่เดนมาร์ก ผลออกมาเสมอ 2-2 และนัดที่ 2 ที่อีสต์แลนด์ สามารถเอาชนะไปได้ 2-1 เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเจอกับ สโมสรอัลบอร์ก บีเค จากเดนมาร์กซึ่งเป็นการเจอกับทีมที่มาจากเดนมาร์กเป็นครั้งที่ 3 ของฤดูกาลนี้ ซึ่งก็สามารถเอาชนะได้ในนัดแรก 2-0 และบุกไปแพ้ 2-0 ทำให้ต้องตัดสินด้วยการต่อเวลาและการยิงจุดโทษ ซึ่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็สามารถเอาชนะไปได้ 4-2 เข้ารอบก่องรองชนะเลิศพบกับ สโมสรฟุตบอลฮัมบวร์ก จากเยอรมัน ซึ่งบุกไปแพ่ก่อน 3-1 แต่ก็ทำได้แค่เฉือนชนะ 2-1 ที่อีสต์แลนด์ ทำให้ต้องออกจากการแข่งขันยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 2008/09 โดยจบฤดูกาลทีมจบด้วยอันดับ 10ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานทั้งที่มีนักเตะชั้นนำอย่าง โรบิญโญ่, ฌอณ ไรท์ ฟิลลิปส์, เคร็ก เบลลามี่, โช และ เชย์ กิฟเว่น

โดยก่อนฤดูกาล2009/2010จะเริ่มต้นทีมสามรถเซ็นสัญญานักเตะอย่าง เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และ โคโล ตูเร่ จากอาร์เซนอล, คาร์ลอส เตเวซ, ซิลวิญโญ่, โรเก้ ซานตาครูซ, แกเร็ธ แบร์รี่ และ โจลีออน เลสค็อต ทำให้ทีมเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนที่ฟอร์มจะเริ่มตกต่ำลง เนื่องจากทำสถิติเสมอตลอด 8 นัด ในที่สุดสโมสรจึงมีมติปลดมาร์ค ฮิวส์ ออกจากตำแหน่งเนื่องจากทีมไม่มีแววได้ติดท็อปโฟว์ทั้งที่ใช้เงินไปร่วม200 ล้านปอนด์ตลอดการคุมทีม และเป็นโรแบร์โต้ มันชินี่ อดีตผู้จัดการทีมอินเตอร์ มิลาน เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ทีมก็พลาดเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลคาร์ลิ่ง คัพ โดยแพ้คู่ปรับอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพร้อมกับถูกสโต๊คเขี่ยตกรอบฟุตบอลเอฟเอ คัพ ทั้งที่ในช่วงตลาดนักเตะได้ทำการซื้อนักเตะอย่างปาทริค วิเอร่า อดีตกองกลางอาร์เซนอลและอดัม จอห์นสัน ปีกดาวรุ่งมาร่วมทีม

 

              

             

ผู้เล่นชุดป้จจุบัน

[แก้]ผู้เล่นถูกยืมตัว

Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ

[แก้]ผู้เล่นชุดสำรอง

Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ

[แก้]ผู้เล่นดาวรุ่ง

[แก้]ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ

[แก้]ทีมงานประจำสโมสร

[แก้]อดีตผู้จัดการ

[แก้]เกียรติประวัติ

(ระบุเป็นปีพุทธศักราช)

  • เอฟเอ คัพ
    • ชนะเลิศ 2447, 2477, 2499, 2512, 2554
    • รองชนะเลิศ 2469, 2476, 2498, 2524

                

                                                                    FA CUP WINNER 2010

                  

                   BARCLAYS PREMIER LEAGUE CHAMPIONS 2011-12

                  

                                          BARCLAYS PREMIER LEAGUE CHAMPIONS 2011-12

นักวิทย์สุดเจ๋ง คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้านาโน ชาร์จโทรศัพท์จากการสั่นสะเทือนได้

นักวิทย์สุดเจ๋ง คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้านาโน ชาร์จโทรศัพท์จากการสั่นสะเทือนได้

Joined: 23.04.2011

ตั้งกระทู้: 1677

นักวิทย์สุดเจ๋ง คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้านาโน ชาร์จโทรศัพท์จากการสั่นสะเทือนได้


นักวิทยาศาสตร์คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้านาโนแบบใหม่ ที่สามารถฝังอยู่ในโทรศัพท์มือถือหรือนำมาประยุกต์เป็นเคสเพื่อการชาร์จพลังงานจากการสั่นสะเทือนได้

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย ซุน ยัตเซ็น  มหาวิทยาลัยวิสคอนซินและมหาวิทยาลัย มิมเนโซต้า – ดูลูธ  คิดค้นอุปกรณ์เกี่ยวพลังงานจลน์ซึ่งทำมาจากฟิล์มโพลิเมอร์เมโซฟอรัสแบบนุ่ม ที่ถูกประกบไปด้วยแผ่นไฟฟ้าแบบบาง และฟิล์มที่มีความยืดหยุ่นนี้สามารถนำไปติดเข้ากับพื้นผิวของผิวหนัง กระเป๋า ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากการสั่นสะเทือนเพื่อการชาร์จโทรศัพท์มือถือ 

โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้านาโนนี้ใช้ประโยชน์จากวัสดุเพียโซอิเล็กทริก เป็นเซรามิกประเภทหนึ่งเมื่อได้รับแรงกล (mechanical force) จะให้แรงดันไฟฟ้า (voltage) เรียกว่า “Polyvinylidene fluoride” หรือ “PVDF” โดยนักวิจัยได้รวมอนุภาคซิงค์ออกไซด์เข้าไปใน “PVDF” เพื่อก่อให้เกิดการเก็บเกี่ยวพลังงานจากการสั่นสะเทือน ซึ่งการค้นพบนี้สามารถนำไปยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีสื่อสาร รวมไปถึงในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้

นักปีนเขาได้ยินเสียงประหลาดจากหุบเหว และมันนำไปสู่สิ่งที่ไม่คาดคิด!!

นักปีนเขาได้ยินเสียงประหลาดจากหุบเหว และมันนำไปสู่สิ่งที่ไม่คาดคิด!!

นักปีนเขาได้ยินเสียงประหลาดจากหุบเหว และมันนำไปสู่สิ่งที่ไม่คาดคิด!!

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงประหลาดในสถานที่แปลกๆ หมีขาวว่าความรู้สึกแรกของใครหลายคนก็คือหลอน จนไม่อยากจะตามหาต้นตอของเสียงเหล่านั้นเลยทีเดียว ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักปีนเขารายนี้ ที่ค่อยๆเดินตามเสียงไป จนพบกับเรื่องที่ไม่คาดฝันเข้า!!!

Zak Anderegg คือนักปีนเขาที่กำลังท่องไปในหุบเขา Arizona และมีแวบหนึ่งที่เขาได้ยินเสียงประหลาด ขณะข้ามผ่านช่องเขาตรงนี้ hike121

เขาไม่แน่ใจว่ามีอะไรอยู่เบื้องล่างรึเปล่า และเขาแค่สังหรณ์ว่ามันน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตสักชนิดหนึ่ง…

จากนั้นเค้าก็ได้ใช้ทักษะปีนเขาลงดิ่งไปสำรวจ ฝ่าผ่านความสูงระดับ 350 ฟุต (ราว 105 เมตร) และเบื้องล่างนั้นเขาได้พบกับสุนัขผอมซูบตัวหนึ่ง ในสภาพขาดอาหารขั้นรุนแรง

hike3

Zak เผยว่า “ทางเดียวที่เจ้าหมาตัวนี้จะลงมาที่นี่ได้โดยขาไม่หัก ก็เพราะมีมนุษย์ใจโฉดนำเค้ามาปล่อยไว้ในหุบเหวนี่”

hike4

และเค้าก็ตัดสินใจที่จะกอบกู้ชีวิตที่น่าสงสารนี้ พร้อมกับตั้งชื่อมันว่า Riley โดย Zak ได้รีบนำตัว

มันส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด

hike5

เจ้า Riley มีอาการอ่อนแรงมาก และหากนักปีนเขารายนี้ไม่มาพบมันก็คงจะเน่าตายในนั้น

hike6

หลังจากผ่านการรักษาฟื้นฟูมาสักระยะ ในที่สุดมันก็สามารถกลับบ้านไปพร้อมกับเจ้านายใหม่

hike7

และนี่คือภาพแห่งความสุข เมื่อ Riley ได้พบกับบ้านที่แสนอบอุ่น และมนุษย์ผู้มีจิตใจงดงามอีกครั้ง

ทั้งสองคนได้กลายเป็นเพื่อนแท้ต่อกัน

hike9

4 ปีต่อมา Riley ก็ยังมีโอกาสได้สุขสันต์วันเกิดแ ซึ่งมันดูสดใสและร่าเริงมาก จนดูต่างกับสุนัขตัวที่เคยถูกทอดทิ้งในขุนเขาอย่างโดดเดี่ยว

hike10

ซึ่งปาฏิหาริย์แห่งมิตรภาพนี้คงไม่อาจเกิดขึ้น หากไร้เสียงประหลาดในหุบเหววันนั้น หากมนุษย์นักปีนเขาคนนี้ไม่ตัดสินใจลงไปสำรวจ…

hike11

และการได้พบกันระหว่างทั้งสอง ก็เปลี่ยนชีวิตของคนกับสุนัขคู่นี้ไปตลอดกาล…ใช่ ทั้งสองได้พบแล้วกับสิ่งที่เรียกว่า “ความสุขที่แท้จริง”

hike12

ที่มา: Dailymail

นวัตกรรมอัจฉริยะ เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นดินสอได้

นวัตกรรมอัจฉริยะ เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นดินสอได้

Joined: 23.04.2011

ตั้งกระทู้: 1677

นวัตกรรมอัจฉริยะ เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นดินสอได้


นักออกแบบชาวจีนสร้างสรรค์นวัตกรรมสุดอัจฉริยะ ด้วยอุปกรณ์เปลี่ยนขยะกระดาษที่ท่วมท้นสำนักงานเป็นดินสอกลับมาใช้ใหม่ได้

Chengzhu Ruan, Yuanyuan Liu, Xinwei Yuan และ Chao Chen  นักออกแบบชาวจีนทั้ง 4 นั้นได้นำเสนอทางออกที่แสนชาญฉลาด กับปัญหาขยะกระดาษที่ต้องคอยกำจัดทิ้ง มาเป็นดินสอที่มีความต้องการใช้อยู่ทุกวัน ด้วยนวัตกรรมเปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นดินสอที่เรียกว่า “P&P Office Waste Processor”

โดยอุปกรณ์ตัวนี้นั้น สามารถผลิตดินสอรีไซเคิลได้โดยการสอดแผ่นกระดาษใช้แล้วลงด้านบนของอุปกรณ์ จากนั้นกระดาษจะมีการอัดแน่นรอบแท่งแกร์ไฟต์ จนกลายเป็นแท่งดินสออกมา 

ด้วยแนวคิดนวัตกรรมแสนอัจฉริยะ อุปกรณ์ชิ้นนี้จึงได้รับรางวัลชนะเลิศในการออกแบบ และถึงแม้จะยังไม่มีเป็นผลิตภัณฑ์ออกมา แต่เชื่อว่าด้วยคุณสมบัติการใช้งาน นั้นจะสามารถตีตลาดและเป็นที่นิยมในหมู่โรงเรียนสำนักงาน สถานที่ราชการทั่วไปได้ไม่ยาก 

นวัตกรรมหม้อต้มประหยัดพลังงาน ให้ความร้อนเร็วขึ้น 34 %

นวัตกรรมหม้อต้มประหยัดพลังงาน ให้ความร้อนเร็วขึ้น 34 %

Joined: 23.04.2011

ตั้งกระทู้: 1677

นวัตกรรมหม้อต้มประหยัดพลังงาน ให้ความร้อนเร็วขึ้น 34 %


นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นนวัตกรรมประหยัดพลังงาน  กับหม้อต้มที่ให้ความร้อนแก่อาหารเร็วขึ้น34% โดยใช้พลังงานไปเพียง 28 %

นักวิทยาศาสตร์จากอ๊อกซ์ฟอร์ดได้คิดค้นหนทางการประหยัดพลังงานด้วยการประดิษฐ์หม้อต้มที่ให้ความร้อนเร็วขึ้น โดยให้ชื่อว่า “Flare” 

ศาสตราจารย์วิศวกรรม ดร.โทมัส โพเวย์ ได้ร่วมกับ Lakeland ในการคิดค้นพลังงานที่มีประสิทธิภาพแบบใหม่   ที่มุ่งเน้นไปที่การจัดการความร้อนจากเจ็ทและเครื่องยนต์จรวด แต่เมื่อนับมาปรับใช้กับงานขนาดเล็ก ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นที่น่าประทับใจ ด้วยความสามารถในการทำความร้อนเร็วขึ้นร้อยละ 34 ในขณะที่ใช้พลังงานไปเพียงร้อยละ 28 ซึ่งน้อยกว่าหม้อต้มทั่วไป 

โดยหมอต้มประหยัดพลังงานนี้จะเปิดตัวในสหราชอาณาจักรเดือนหน้าสิงหาคม ผ่านทางเว็บไซต์ Lakeland และร้านค้า โดยราคาจะเริ่มตั้งแต่หม้อนม 49.99 ปอนด์  กระทะสิบนิ้ว 59.99 ปอนด์ และกระทะทั่วไปที่ 84.99 ปอนด์ตามลำดับ 

นวัตกรรมโทรศัพท์เชิงนิเวศ ให้การอัพเกรดแต่ชิ้นส่วนแบบไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ได้

นวัตกรรมโทรศัพท์เชิงนิเวศ ให้การอัพเกรดแต่ชิ้นส่วนแบบไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ได้

Joined: 23.04.2011

ตั้งกระทู้: 1677

นวัตกรรมโทรศัพท์เชิงนิเวศ ให้การอัพเกรดแต่ชิ้นส่วนแบบไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ได้


สมาร์ทโฟนนั้นนับได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ออกมาแข่งขันกันด้วยระบบการทำงานที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มประสิทธิภาพในช่วงระยะเวลาอันสั้น จนกลายเป็นที่มาของขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล แนวคิดโทรศัพท์เชิงนิเวศจึงออกมา เพื่อช่วยให้การปรับเปลี่ยนนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

“Eco-Mobius Phone” หรือโทรศัพท์แบบแยกส่วนที่สามารถอัพเกรดได้ เป็นผลงานการออกแบบของ “ZTE Corporation” ที่จะทำให้การปรับเปลี่ยนโทรศัพท์นั้นเกิดขึ้นได้ง่ายดายและไม่สิ้นเปลือง ด้วยแนวคิดเปลี่ยนแค่ส่วนประกอบ แทนที่การต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกครั้งที่เทคโนโลยีนั้นต่างออกมาแข่งขันแย่งชิงตลาดกัน 

โดยส่วนประกอบนั้นสร้างจาก 4 ชิ้นส่วนแยกอิสระได้แก่ หน้าจอ แกนหลัก แบตเตอรี่และกล้อง ซึ่งชิ้นส่วนหลักๆ ของ CPU,GPU,RAM และ ROM นั้นจะรวมอยู่ในแกนหลัก และคนทั่วไปหรือผู้ใช้งานสามารถต่อประกอบเข้ากันได้ง่าย อีกทั้งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน นับเป็นนวัตกรรมการออกแบบที่คำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภค และเข้ากับโลกเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาเบียดกันไม่เว้นแต่ละวัน 

นวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ ใบไม้เทียมเพื่อการผลิตออกซิเจนนอกโลก

นวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ ใบไม้เทียมเพื่อการผลิตออกซิเจนนอกโลก

Joined: 23.04.2011

ตั้งกระทู้: 1677

นวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์ ใบไม้เทียมเพื่อการผลิตออกซิเจนนอกโลก


ในโลกที่สภาพแวดล้อมและทรัพยากรกำลังหมดไป ทำให้มีการศึกษาออกมามากมายถึงความเป็นไปได้ในการอยู่อาศัยนอกโลก

“Silk Leaf” หรือใบไม้เทียมนี้ เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อการผลิตก๊าซออกซิเจนในอวกาศโดยใช้แสงและน้ำเป็นส่วนประกอบ เป็นผลงานการประดิษฐ์โดย “Julian Melchiorri” 

โดยใบไม้ที่ว่านี้ นักประดิษฐ์ได้ใช้ใยไหมประกบคลอโรพลาสต์ที่สกัดจากพืชไว้ภายใน เพื่อที่ให้ใบไม้เทียมนั้นยังสามารถทำหน้าที่เหมือนต้นไม้ได้ พร้อมด้วยการจัดเรียงโครงสร้างแบบพิเศษที่ทำให้มีความทนทานมากขึ้น 

โดยจุดมุ่งหมายของนักประดิษฐ์นั้น ต้องการสร้างระบบธรรมชาติในการกรองอากาศชีวภาพและการผลิตก๊าซออกซิเจนของตัวเอง เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่รอด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันรุนแรงในการเดินทางสำรวจระหว่างดวงดาวได้ 

ตะลุย ‘พบพระ’ รู้จักของดีตามหา ‘ข้าวเหนียวลืมผัว’

ตะลุย ‘พบพระ’ รู้จักของดีตามหา ‘ข้าวเหนียวลืมผัว’

เมื่อได้ออกเดินทางเรามักจะได้อะไรกลับมาติดไม้ ติดมือ ติดหัวใจเสมอ การท่องเที่ยวในครั้งนี้ก็เช่นกัน วันหยุดสบายๆ คู่มือคนเมือง “ไทยรัฐออนไลน์ ” มีโอกาสพาไปตะลุย อ.พบพระ ไปเกี่ยวข้าว และตามหา ข้าวเหนียวลืมผัว อยากรู้ว่าประสบการณ์การเกี่ยวข้าวสนุกแค่ไหน ประเพณีท้องถิ่นมีอะไรแฝงในนั้นอย่างไร ข้าวเหนียวชื่อนี้ได้แต่ใดมา ข้างล่างนี้มีคำตอบ…

พบพระ ไม่พบพระ!

ก่อนจะพาไปเที่ยว เราพาไปหาตามข้อมูลกันก่อน พบพระที่ว่าเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดตาก ความสำคัญของอำเภอพบพระในทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญก็คือมันเป็นอำเภอที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเมย แม่น้ำพรมแดนสายสำคัญระหว่างไทยกับพม่า เป็นครั้งแรกที่เราได้ไปเยือน “พบพระ” ได้ยินครั้งแรกหลายคนคงคิดว่าเป็นอำเภอที่มีพระ มีวัดเยอะ แต่ไม่ได้เป็นแบบที่คุณคิด “พบพระ” มีอะไรมากกว่านั้น เราจะพาคุณไปรู้จักกับ “ข้าวลืมผัว” ข้าวเหนียวดำที่ได้ยินแค่ชื่อก็ต้องสะดุดหูแล้ว พาไปเกี่ยวข้าวในทุ่งนาสีเขียว ทั้งยังได้การเรียนรู้ประเพณีแบบฉบับชาวม้ง ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

ชาวบ้านชาวม้งชุดการแสดงๆเด็กๆชาวม้ง

ถึงแม้วันนั้นจะมีฝนตก มีเมฆมืดครึ้มตลอดทั้งวันแต่เราก็สามารถทำภารกิจ ส่งมอบโรงสีข้าวชุมชนจิราธิวัฒน์ใน อ.พบพระ ได้อย่างเรียบร้อย มีชาวบ้านมากมายมาต้อนรับพวกเรากันแน่นขนัด ทั้งยังมีการแสดงของเด็กๆ ในอำเภอเป็นชุดการแสดงชาวม้ง ทำให้เรายิ้มตามได้ไม่น้อย หลังจากนั้นชาวบ้านก็พาเราไปเรียนรู้ประเพณีกินข้าวใหม่ ของอำเภอแม่สอด

เมา – ไม่เมา ! ประเพณีกินข้าวใหม่-ดื่มเหล้าเขาวัว

ดื่มเหล้าเขาวัว

แปลกตา สิ่งที่คนเมืองแบบเราเห็นพูดได้แบบนั้น ชาวบ้านเล่าให้เราฟังว่า ประเพณีนี้เป็นของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เป็นประเพณีกินข้าวใหม่-ดื่มเหล้าเขาวัว สืบสานวัฒนธรรมชาวม้ง ชาวไทยภูเขาเผ่าม้งปลูกข้าวในช่วงฤดูฝน ได้ออกผล ผลิตและทำการเก็บเกี่ยวแล้วและจะต้องมีการเชิญผู้ที่ชาวม้งเคารพรัก นับถือ ไปร่วมการสืบสานประเพณี “กินข้าวใหม่ ดื่มเหล้าเขาวัว” ในช่วงข้าวใหม่ออกผลผลิต ในช่วงที่เรียกว่าปลายฝน ต้นหนาว ปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนพฤศจิกายน ของทุกๆ ปี โดยผู้นำชาวม้งจะมีการนำข้าวใหม่ไปเชิญผู้ที่เคารพนับถือในท้องถิ่นหลายๆ ท่านเพื่อให้ไปร่วมงานประเพณีดังกล่าว

คุณยายแต่งชุดม้งแบบมาเต็ม

การสืบสานวัฒนธรรรมของชาวม้ง จะดำเนินการเป็นประจำทุกปี หลังการเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อให้การทำนาข้าว ในปีต่อๆ ไปดี และมีผลผลิตผลงอกงามขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการดื่มเหล้าเขาวัวนั้นก็เพื่อให้ผู้ชายชาวม้งได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์กันหลังฤดูเก็บเกี่ยวและข้าวใหม่เริ่มออก การกินข้าวใหม่จะมีกับข้าว เช่น น่องไก่-หมู-เป็ด ประกอบการกินเพื่อเพิ่มความอร่อย จากนั้นก็จะมีการดื่มเหล้าเขาวัว ซึ่งการดื่มเหล้าเขาวัวนั้นตามประเพณีจะทำควบคู่กับกินข้าวใหม่ จะดื่ม 4 รอบ รอบแรกหมายถึงการร่วมโต๊ะ รอบสองเจ้าภาพแสดงการต้อนรับ รอบที่ 3 เข้าสู่ประเพณี รอบที่ 4 หมายถึงการผูกสัมพันธไมตรีอันลึกซึ้ง โดยเจ้าภาพจะเป็นผู้รินเหล้าให้แขกดื่ม

ชนหน่อยตามประเพณี

ข้าวคืออาหารหลักในการดำรงชีวิตของชาวม้ง จึงมีการจัดประเพณีขึ้นเพื่อเรียกขวัญข้าวและเซ่นไหว้ขอบคุณบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ รวมทั้งเทวดาเจ้าที่เจ้าทางเพื่อปกป้องให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุขและปกปักรักษาพืชพันธุ์ที่ปลูกในรอบปีให้มีความอุดมสมบรูณ์ การกินข้าวใหม่นั้นจะมีการกินน่องไก่ เพื่อเสี่ยงทายโชคชะตาอีกด้วยเพื่อทำนายถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวและพืชผลในปีต่อไป ส่วนผู้หญิงจะไม่ดื่มเหล้า ข้าวใหม่ที่นำมากินนั้นจะมีการเลือกข้าวที่ยังมีน้ำนมประมาณ 20% เก็บเกี่ยวพอประมาณเพื่อรับแขกที่มากินข้าวใหม่ ซึ่งต้องเป็นข้าวจากที่นาของตัวเอง

ภาพน่ารักเห็นแล้วยิ้มตาม

ทำไมต้อง “ข้าวเหนียว” “ลืมผัว”?

หลังจากอิ่มอร่อยกับประเพณีกินข้าวใหม่แบบชาวม้งกันไปแล้ว นั่งย่อยพอสมควรแล้ว สถานีต่อไปได้เวลาลงพื้นที่ตามหาข้าวเหนียวลืมผัวสักที งานนี้มีอุปสรรคอีกแล้ว นั่นก็คือสายฝนที่โปรยปรายมาตลอดวัน เดี๋ยวตก เดี๋ยวหยุด แต่งานนี้ขอบอกว่าเราก็สู้ไม่ถอย ชาวบ้านได้พาเราไปหาข้าวเหนียวลืมผัวกันถึงทุ่งนา

ข้าวเหนียวลืมผัวข้าวเหนียวลืมผัวแปรรูปมาทำข้าวหลาม

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมชาวบ้านถึงเรียก ข้าวเหนียวดำพันธ์ุนี้ว่า “ข้าวเหนียวลืมผัว” นายสุเนตร แสงท้าว สมาชิกวิสาหกิจชุมชนข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว อ.พบพระ จ.ตาก เล่าให้เราฟังว่า คำว่า “ข้าวลืมผัว” มาจากการที่ผู้เป็นภรรยาซึ่งมีหน้าที่หุงหาอาหารเพื่อเลี้ยงคนในครอบครัวในวันที่นึ่งหรือหุงข้าวเหนียวดำ หรือข้าวเหนียวจะส่งกลิ่นหอมชวนรับประทานจนอดใจไม่ไหวผู้เป็นภรรยาจะลงมือรับประทานก่อนและรับประทานจนหมดไม่เหลือไว้ให้สามีได้รับประทานพอรู้ตัวอีกทีข้าวก็หมดแล้วทำให้สามีกลับมาจากไร่นาไม่ได้รับประทานข้าวจึงเป็นที่มาของคำว่า“ข้าวลืมผัว”

ข้าวลืมผัวเป็นข้าวนาปีพื้นเมืองเดิม ปลูกในสภาพไร่ บนภูเขาที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีต้นสูงประมาณ 137 เซนติเมตร ออกดอกประมาณวันที่ 15 กันยายน จำนวนเมล็ดดีต่อรวงเฉลี่ย 130 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างอ้วน น้ำหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด เฉลี่ย 37.9 กรัม สถิติผลผลิตสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และฟ้าอากาศตลอดจนช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ 490 กก./ไร่ เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ราบ ผลผลิตที่ได้อยู่ระหว่าง 200-300 กก./ไร่ ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว มีสีเปลือกหุ้มเมล็ดเปลี่ยนไปตามระยะการเจริญเติบโตของเมล็ด เยื่อหุ้มเมล็ด (pericarp) เป็นสีม่วง ที่เรียกกันว่า “ข้าวเหนียวดำ” หรือ “ข้าวก่ำ” เป็นข้าวกล้องข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่มแบบหนุบๆ

ข้าวเหนียวลืมผัวข้าวเหนียวแปรรูป

การบริโภคทำได้ทั้งแบบข้าวเหนียวรับประทานกับอาหาร ผสมข้าวต้มทำให้มีสีม่วงอ่อนสวยงาม ทำเป็นขนมแบบข้าวเหนียวเปียกก็ได้อีกเหมือนกัน จะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม คุณค่าทางโภชนาการก็ดีเยี่ยมอย่าบอกใครเชียว มีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอลได้ ยังไม่พอเพียงแค่นี้ข้าวเหนียวลืมผัว บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทองและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว…ข้าวเหนียวลืมผัว

ทำความรู้จักกับข้าวเหนียวลืมผัวแล้ว ได้เวลายืดเส้นยืดสายกันสักที เมื่อพบกับทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา เราก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นกันอยู่ไม่น้อย ก่อนลงมือเกี่ยวข้าวเราไม่พลาดขอแชะรูปกับทุ่งนากันสักนิดพอหอมปากหอมคอ เมื่อเป็นที่พอใจแล้ว ชาวบ้านก็ได้สอนให้เราเรียนรู้วิธีเกี่ยวข้าวโดยการใช้เคียว

สดชื่น เขียวขจี

กล้าๆ กลัวๆ เก้ๆ กังๆ กลัวทั้งเคียวเกี่ยวข้าว และกลัวจะไปทำข้าวของชาวบ้านเสียหายด้วย เราไม่เคยจับเคียวมาก่อนเลยในชีวิต ชาวบ้านสอนเราว่า ขั้นตอนแรกต้องถือเคียวด้วยมือข้างที่ถนัด แล้วใช้เคียวเกี่ยวกระหวัดกอข้าวทีละกอ ในขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับกอข้าวนั้น และออกแรงดึงเคียวให้คมเคียวตัดลำต้นข้าวให้ขาดออกมา โดยทั่วไปจะเกี่ยวให้มีความยาวของต้นข้าวห่างจากรวงข้าว ให้พอเหมาะที่จะนำไปฟาดข้าวได้สะดวก หรือให้มีความยาวของต้นข้าวพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อไปได้ เมื่อเกี่ยวข้าวได้เต็มกำมือแล้ว บางคนจะมัดข้าวเป็นมัดๆ ก่อนวางตากแดด แต่บางคนก็วางตากเลยโดยไม่มัด นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในเบื้องต้น 

เมื่อเกี่ยวข้าว สีข้าวเสร็จแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของการเก็บเมล็ดพันธุ์ เราควรเก็บไว้ปีต่อปี ถ้าสีเป็นข้าวเปลือกแล้วไม่อยู่ในที่ชื้นจะอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน และข้อควรระวังในการเก็บคือ อย่านำมาใกล้กับของมักดอง เช่นเหล้า ของเค็ม เปียก จะทำให้เมล็ดพันธุ์ไม่งอกหรือขี้นเลย ห้ามนำมาทำพันธุ์ไปปลูก ส่วนเรืองของราคา ถ้าเป็นข้าวเปลือกกิโลกรัมละ 25-30 บาท และถ้าข้าวที่สีแล้วประมาณกิโลกรัมละ 60 บาท (ถ้าเป็นถังก็ประมาณ 800 – 900 บาท )

เรียนรู้การเกี่ยวข้าว

ยังไม่พอเท่านี้ เรายังได้เรียนรู้วิธีการหุงข้าวลืมผัวกันแบบถูกต้องอีกด้วย จะมีวิธีการอย่างไร ต้องลอง!

1. ไม่ต้องแช่ ซาวน้ำเร็วๆ 1 ครั้ง

2. สำหรับหม้อหุงข้าวปกติใสข้าว 1 ถ้วย ต่อน้ำ 2 ถ้วย หรือตามชอบ

3. สำหรับหม้อหุงข้าว Slow Cook ใส่ข้าว 1 ถ้วย เติมน้ำ 1/2 ถ้วย เมื่อข้าวสุก ให้ทิ้งไว้ 10 นาที เพื่อให้ข้าวอยู่ตัว ให้ทำเป็นข้าวปั้นญี่ปุ่นได้ เป็นอย่างดี อ่อนนุ่มทิ้งไว้ให้เย็น

“คนม้งไม่มีเงินใช้ไม่เป็นไร แต่ต้องมีข้าวกินตลอดปี” ประโยคนี้เราได้ยินจากปากของชาวบ้าน ทั้งรู้สึกประทับใจและประหลาดใจในคราวเดียวกัน ในช่วงเวลานั้นเราคิดอะไรหลายๆอย่างได้เหมือนกัน ทั้งยังได้ย้อนกลับมามองตัวเองว่าทุกวันนี้เราต้องการอะไร แค่ไหน พอหรือยัง ? 

หลังจากที่คนเมืองอย่างเราๆได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติของทุ่งนาสีเขียวแบบใกล้ชิด ทั้งยังได้ลงแรงลงมือ เรียนรู้วิธีเกี่ยวข้าวที่ถูกวิธี ในระหว่างทางนั้นก็ได้เจออะไรอีกมากมายเช่นกัน “ได้อะไรกลับมามากกว่าที่คิดไว้” นี่คือสิ่งที่เราอยากบอกกับทุกคนหลังจากไปเยือนพบพระมาแล้ว

หลายอย่างประทับใจ ทำให้ช่วงเวลาที่เราคิดถึงได้อมยิ้มน้อยๆ หลายอย่างเราได้เรียนรู้วัฒนธรรม ได้รู้จักผู้คน ทั้งความเป็นกันเองของชาวบ้านในอำเภอพบพระ การเรียนรู้ประเพณีต่างๆของชาวม้ง การทำความรู้จักกับข้าวชื่อสะดุดหู และบรรยากาศของธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น มีทั้งไอแดด กลิ่นดิน ออกซิเจน เรียกได้ว่าเป็นอากาศที่คนเมืองถวิลหากันตลอดเวลา นี่ก็คือเสน่ห์ของพบพระ ที่เราหวังว่าคุณต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต.

http://www.thairath.co.th/content/464763

ซิลบาเตือนต่างดาว! ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกแห่งฟุตบอล

ซิลบาเตือนต่างดาว! ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกแห่งฟุตบอล

ดาบิด ซิลบา มิดฟิลด์ฟ้าประทานพรของ”เรือใบสีฟ้า”แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รองจ่าฝูงแห่งศึกบาร์ยเคย์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกโรงเตือนขุนพล”ทีมต่างดาว”บาร์เซโลน่า ว่าจะชะล้าใจในชัยชนะที่ตนเองตุนไว้ พร้อมยันในโลกของฟุตบอลทุกอย่างล้วนเป็นไปได้

เส้นทางของ”เดอร์ บลูมูนส์”ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กำลังใกล้จะถึงทางตัน หลังพวกเขาถูกบาร์เซโลน่าบุกมากระซวกชัยในเกมแรกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 2-1 แน่นอนว่าทำให้เกมที่คัมป์นูของพวกเขาจำเป็นต้องคว้าชัยชนะสถานเดียว และต้องมองไปยังประตูอเวย์โกลอีกด้วย

“ผมรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงแค่ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่มันมีโอกาสเกิดขึ้นในทุกๆรายการ” ซิลบากล่าว

“ทุกคนคาดหวังว่าจะสามารถผ่านเกมกับบาร์เซโลน่าไปได้ เราหวังว่าเราจะเล่นกันได้อย่างดีที่สุดด้วยประสิทธิอันยอดเยี่ยม และเล่นโดยไร้ซึ่งความกดดันใด เพราะตอนนี้เราตามหลังพวกเขาและหน้าที่ของเราคือลงเล่นแบบไม่ต้องคิดอะไรมากมาย”

“ผมได้เล่นอยู่ในบริเวณใกล้ขอบเขตโทษ ในตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมจากฤดูกาลที่ผ่านมา และนั่นคือเหตุผลว่าผมสามารถทำประตูได้อย่างบ่อยครั้ง” ซิลบาพูดถึงเบื้องหลังการมาซึ่งการทำประตูอันเป็นกอบเป็นกำของเขาในซีซั่นนี้

“มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทีมมากกว่ารายบุคคล ถ้าพวกเราสามารถทำได้ดีทั้งหมดเราจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ ผมมักได้อิสระในการสนาม และตอนนี้ผู้เล่นของเราจำเป็นต้องก้าวถึงฟอร์มที่ดีที่สุดหากหากเราต้องการผ่านศึกครั้งนี้ไปให้ได้”

ที่มา : manchestereveningnews.co.uk
เครดิต : http://www.bluemoon-mcfc.in.th